จาก CIO World ฉบับเดือน กันยายน 2008
CIO WOW – C4Thailand
Green Computing
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน มาพบกันเป็นครั้งแรกที่เวทีแห่งนี้กับการร่วมมือกันของกลุ่มผู้บริหารCIO 16 และทีมน้องใหม่ไฟแรง จากหลายหน่วยงานที่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการประยุกต์ใช้งานไอทีบ้านเรา ให้ได้ตามมาตรฐานสากล จึงน่าจะเป็นอีกเวทีหนึ่งที่มีส่วนช่วยในการผลักดันและยกระดับการใช้งานไอซีทีบ้านเรา อย่าลืมมาร่วมเป็นกำลังใจให้อยู่รับใช้ท่านผู้อ่านไปนานๆนะครับ
สำหรับฉบับนี้ขอนำท่านเข้าสู่บรรยากาศงาน Dinner Talk ที่จัดขึ้นที่โรงแรมโฟร์ซีซันส์ เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2551 ที่ผ่านมา ที่จัดโดย CIO 16 ร่วมกับ International Academy of CIO, NetApp และ บริษัทยิบอินซอย งานนี้ได้รับการตอบรับจาก CIO และผู้บริหารไอซีที ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนกันอย่างคับคั่งทีเดียว
หัวข้อของการทำ Dinner Talk มาใน theme ของ Green Computing ที่ จากบรรดา Guru ของเมืองไทยและต่างประเทศมาแสดงวิสัยทัศน์ แลกเปลี่ยน อภิปราย กันอย่างลืมง่วงทีเดียว ผู้ร่วมงานหลายๆท่าน ยังคิดว่าเชิญมาทานอาหารและฟัง presentation ถามตอบนิดหน่อยแล้วแยกย้ายกันกลับ แต่ปรากฏว่ารูปแบบของงานต่างไปจากเดิม ความเข้มข้นของงานมาอยู่ที่ช่วงท้ายของงานที่เปิดโอกาสให้แสดงความเห็นกันอย่างเต็มที่ ขอนำภาพบรรยากาศในงานและนำสรุปประเด็นมาเล่าสู่กันฟังพอหอมปากหอมคอครับ
ปัจจุบันการตื่นตัวกับปัญหาภาวะโลกร้อน (Global Warming) กับการใช้ไอซีทีอย่างขาดสติ เป็นที่กล่าวถึงและนำมาเป็นประเด็นในการบริหารจัดการมากขึ้น เพราะพลังงานและวัตถุสังเคราะห์ที่เป็นมลพิษ มีแนวโน้มการบริโภคสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ผลิตรายใหญ่ของโลกนำมาปัญหาดังกล่าวมาสร้างนวัตกรรมต่างๆ เพื่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นการสร้างจุดขายทางการตลาดใหม่ๆ ให้เข้ากับกระแสรณรงค์เพื่อลดภาวะโลกร้อนในปัจจุบัน
หากมองดูตัวอย่างในต่างประเทศ โดยเริ่มจากยักษ์ใหญ่ชั้นนำระดับโลกอย่าง Google และ INTEL ได้ร่วมมือกับกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชื่อดัง เช่น DELL , HP , HITACHI , IBM ,Microsoft ,SUN Micro System และ Yahoo! เปิดตัวโครงการผลิตคอมพิวเตอร์ประหยัดไฟ ชื่อว่า “ความคิดริเริ่มผลิตคอมพิวเตอร์เพื่อปกป้องสภาพอากาศ” โดยมีเป้าหมายเพื่อที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีส่วนเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศถึง 54 ล้านตันต่อปี ซึ่งเป็นปริมาณที่เท่ากับก๊าซเรือนกระจกจากรถยนต์ 11 ล้านคัน หรือจากโรงงานผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินขนาดใหญ่ 20 แห่งต่อปี พร้อมทั้งลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าได้ 5,500 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2553
ไมเคิล เดลล์ ประธานกรรมการและซีอีโอของเดลล์ ได้กล่าวแก่ผู้เข้าร่วมประชุมสัมมนาในงาน FORTUNE Brainstorm: GREEN ที่ผ่านมาว่า “สิบปีจากนี้ไป เมื่อเรามองย้อนกลับจะพบว่า ไอทีสีเขียว นอกจากจะช่วยลดผลกระทบในเรื่องสภาวะอากาศแปรปรวนแล้ว ยังเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่อุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วโลก โดยช่วยผลักดันให้เกิดการสร้างเศรษฐกิจยุคคาร์บอนต่ำอย่างแท้จริง นี่ถือเป็นโอกาสที่เราต้องลงมือปฏิบัติ ณ วันนี้โดยทันที”
ในการอภิปรายนั้น มีประเด็นที่น่าสนใจ ที่แต่ละองค์กรจะสามารถ เริ่มดำเนินการได้ และก็เป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดก็คือ การ Shutdown หรือปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ในช่วงเวลาพักกลางวันตอนรับประทานอาหาร ซึ่งหากลองพิจรณาดูแล้ว หากมีเครื่องอยู่ 1,000 เครื่อง ก็จะประหยัดเวลาการใช้ไฟฟ้า ได้ 1,000 ชั่วโมง นอกจากเราจะประหยัดกระเป๋าเงินขององค์กรได้อีกทางหนึ่ง ยังสามารถลดการใช้พลังงานของประเทศ และที่สำคัญก็ทำให้โลกเรา ลดการสูญเสียพลังงานอันเปล่าประโยชน์ อีกทางหนึ่ง ซึ่งประเด็น Green IT ยังรวมไปถึงกระบวนการทุกขั้นตอนของ IT เช่นการบริหารจัดการทรัพยากรให้คุ้มค่า หรือการลงทุนในเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นต้น
อีกประเด็นที่พวกเรามองข้ามไปก็คือสกรีนเซฟเวอร์ไม่ได้ช่วยลดการใช้พลังงาน เนื่องจากว่าถ้าสกรีนเซฟเวอร์แสดงผลภาพขึ้นมาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ หรือ Animation ก็แสดงว่าเรากำลังเสียพลังงานไฟฟ้าไปเปล่า ๆ ดังนั้นควรเลือกใช้สกรีนเซฟเวอร์แบบ Blank หรือหน้าจอดำๆ เหมือนเราดับหน้าจอจึงจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด แม้ว่าจะช่วยลดเปอร์เซ็นต์ของการใช้พลังงานได้น้อยมากก็ตามเมื่อเทียบกับการปิดเครื่อง แต่ก็ต้องเลือกคู่กันกับ productivity
เรื่องของ Green IT นี้เอง ผู้บริหารจากภาคเอกชนท่านหนึ่ง ได้ให้ข้อคิดที่น่าในใจคือ ให้เริ่มจากตัวเราเอง เพราะคน เป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุดมากกว่ากระบวนการทำงานหรือใช้เทคโนโลยีต่างๆมาช่วย เราต้องแสดงถึงความตั้งใจจริง และการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ในการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมที่เราเป็นผู้ก่อ รวมถึงพยายามแก้ไขปัญหาด้วยวิธีที่สมเหตุสมผล และให้คิดเป็นองค์รวม มองทุกสิ่งทุกอย่างมีความเกี่ยวข้องกัน
“ Green IT ไม่ใช่มาจากเพียงคำพูดว่าองค์กรตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมและปัญหาที่เกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน แต่หมายถึง ความสามารถในการใช้พลังงานได้อย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ และสามารถนำหลักการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปปรับใช้ในกระบวนการตัดสินใจ ได้อย่างชาญฉลาดมากกว่า”
หากเราลองพิจจารณา ทบทวนถึงกิจกรรมในแต่ละวันที่ได้ใช้ IT Resource ขององค์กร หรือของตัวเราเองแล้วนั้น ทุกๆกิจกรรมล้วนแล้วแต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการสิ้นเปลืองพลังงานทั้งสิ้น สำหรับแนวคิด Green IT ดังกล่าวจริงๆ ควรมีแนวคิดที่ต้องบอกตัวเราเองว่า “คิดให้ใหญ่ แล้วเริ่มลงมือจากจุดเล็กๆ (Think Big, Start Small)” ก็คือว่าเวลาเราจะทำอะไรลงไปนั้น ให้มองเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมีความเกี่ยวข้องกัน มีของเสีย (by products)ที่เกิดจากกระบวนการทำงานทั้งสิ้น และมีแนวทางอย่างไร ที่จะลดของเสียที่เกิดจากกระบวนการหรือทำอย่างไรที่จะนำของเสียนั้น มาสร้างประโยชน์ได้ใหม่ สิ่งสำคัญก็คือ มองให้เป็น องค์รวม และให้ตระหนักอยู่เสมอว่า สิ่งที่เราได้ใช้ IT Resource นั้นให้คุ้มค่ามากที่สุด ซึ่งหากเราตั้งหลักได้ตรงนี้ก็สามารถเริ่มได้จากตัวเราเอง และต่อไปก็ขยายวงออกไปยังในหน่วยงานตนเราเองได้ เพราะ Green IT นั้น ต้องเริ่มต้นจาก “จิตสำนึก” ก่อนเป็นอันดับแรก เช่นปิดไฟ เมื่อไม่ใช้งาน หรือแม้แต่ใช้น้ำอย่างประหยัด เช่นใช้น้ำล้างผักไปรดน้ำต้นไม้ต่อ ซึ่งเรื่องแบบนี้ใครๆก็พูดกันได้ แต่ใครหล่ะที่พูดแล้วทำ ตรงนั้นสำคัญกว่า
นอกจากนั้น สิ่งที่จะผลักดันให้เกิดกระบวนการเพื่อสร้าง Green IT ที่ต้องเริ่มจาก “จิตสำนึก” แล้วนั้น อีกสิ่งหนึ่งที่จะเป็นส่วนช่วยทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ก็คือการสร้างสรรนวัตกรรม (Innovation) ต่างๆ จากผู้ผลิต หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องของ IT ที่ต้องตระหนักถึงผลกระทบและหาทางแก้ไข ในการที่จะนำนวัตกรรมต่างๆออกสู้ตลาด
ประเด็นสำคัญที่มีการฝากให้หลายๆคนไปคิดต่อ คือการกำหนดตัวชี้วัดเกี่ยวกับ Green IT ไม่ใช่เพียงเพื่อทำให้ภาพดูดี แต่ทำอย่างไรจึงจะส่งผลในเชิงปฏิบัติด้วย กลับบ้านคืนนั้นนอนไม่หลับเลยครับ เพราะมีการบ้านให้คิดและทำต่อยอดอีกหลายเรื่องทีเดียว
ขอขอบคุณ – คุณกิตติพงษ์ บูรณกุล ธนาคารออมสิน – เอื้อเฟื้อต้นฉบับครับ
Filed under: Article | Tagged: cio16, green computing, green ict